THAI MORITOH CORPORATION COMPANY LIMITED
อีเมล : [email protected]

ตอนที่ 1: เครื่องช่วยพยุงเดินแบบพยุงน้ำหนัก POPO คืออะไร ?— เหตุใด “การพยุงน้ำหนัก” จึงได้รับความสนใจในปัจจุบัน【POPO Evidence Series Vol.1】

บทความชุดนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมและเรียบเรียง หลักฐานเชิงคลินิก (clinical evidence) ในประเทศญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับเครื่องช่วยพยุงเดินแบบพยุงน้ำหนัก POPO (ผลิตโดยบริษัท Moritoh Co., Ltd.) ทั้งหมด 4 ตอน และมีบทความทบทวนวรรณกรรมเป็นตอนที่ 5

  • ตอนที่ 1 (บทความนี้): แนะนำ POPO — การพยุงน้ำหนักคืออะไร และทำไมจึงได้รับความสนใจในปัจจุบัน
  • ตอนที่ 2: กลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง — หลักฐานตั้งแต่ระยะเฉียบพลันถึงระยะฟื้นฟู
  • ตอนที่ 3: กลุ่มโรคหลากหลาย — ตัวอย่างการใช้งานในผู้ป่วยไขสันหลังบาดเจ็บ โรคกระดูกและข้อ และโรคระบบประสาท
  • ตอนที่ 4: อนาคตของหลักฐาน — ข้อมูลวิจัยพื้นฐานและแนวโน้มในอนาคต

________________________________________________________________________________________________________

บทนำ — ความเป็นจริงของอาการปวดหลังในผู้ดูแล
มีรายงานว่าประมาณ 70% ของบุคลากรในภาคการดูแลผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น ประสบปัญหาอาการปวดหลัง การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย (transfer) เช่น จากเตียงไปยังรถเข็น หรือจากรถเข็นไปยังห้องน้ำ เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สร้างภาระทางกายภาพสูงที่สุดในสถานพยาบาล

การยก การอุ้ม และการพยุง — การเคลื่อนไหวเหล่านี้ที่เกิดขึ้นซ้ำทุกวัน ส่งผลให้เกิดภาระต่อบริเวณหลังและไหล่ของผู้ดูแลอย่างมาก

ในขณะเดียวกัน ในสาขาการฟื้นฟูสมรรถภาพ แนวคิดเรื่อง การลุกออกจากเตียงตั้งแต่ระยะต้น (Early Mobilization) ” ซึ่งหมายถึงการให้ผู้ป่วยลุกออกจากเตียงโดยเร็วที่สุด และเริ่มฝึกยืนและเดิน ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในวงการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า การฝึกยืนและเดินตั้งแต่ระยะต้นมีส่วนช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของสมรรถภาพในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน (ช่วงเวลาหลังเกิดอาการทันที)

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การทำให้ผู้ป่วยระยะเฉียบพลันสามารถยืนและเดินได้อย่างปลอดภัยยังคงเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากมีข้อจำกัด เช่น ความเสี่ยงต่อการล้ม การจัดการอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น สายน้ำเกลือ รวมถึงภาระทางกายภาพของนักกายภาพบำบัด
________________________________________________________________________________________________________

อุปสรรคอีกประการ — ความแตกต่างด้านสรีระและจำนวนบุคลากร
อุปสรรคของการลุกออกจากเตียงไม่ได้มาจากผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว

ในการฝึกยืนและช่วยเดิน นักกายภาพบำบัดจำเป็นต้องรองรับน้ำหนักของผู้ป่วยโดยตรง อย่างไรก็ตาม นักบำบัดมีความแตกต่างกันด้านความสูงและสรีระ ในกรณีของผู้ป่วยที่มีขนาดร่างกายใหญ่ ความสามารถในการพยุงน้ำหนักอย่างปลอดภัยโดยนักบำบัดเพียงคนเดียว ย่อมแตกต่างกันไปตามสรีระ ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางกายภาพ

ดังนั้น ในบางกรณีอาจเกิดสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่หลายคนในการฝึกยืน หรือไม่สามารถจัดสรรเวลาเพื่อฝึกเดินได้อย่างเพียงพอ ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษะของนักบำบัดแต่ละบุคคล แต่เป็นความแตกต่างของเงื่อนไขทางกายภาพ เช่น ขนาดร่างกาย เป็นต้น

เครื่องช่วยพยุงเดินแบบพยุงน้ำหนักสามารถถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดความแตกต่างระหว่างบุคคล และเอื้อให้นักบำบัดสามารถใช้ศักยภาพและทักษะของตนได้อย่างเต็มที่ โดยการพยุงน้ำหนักตัวบางส่วน อุปกรณ์จะช่วยให้นักบำบัดไม่ถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดด้านสรีระ และสามารถมุ่งเน้นไปที่ทักษะเฉพาะทางของตน เช่น การประเมินรูปแบบการเดิน การชี้นำการเคลื่อนย้ายจุดศูนย์ถ่วง และการสอนการเคลื่อนไหว


สิ่งนี้ไม่เพียงมีประโยชน์ในแง่ของการป้องกันอาการปวดหลังส่วนล่างเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในภาคสนาม ทำให้สามารถให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพที่มีคุณภาพสูงแก่ผู้ป่วยได้มากขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากร
________________________________________________________________________________________________

ในปี 2026 ระบบได้เริ่มให้ความสำคัญและกำหนดให้มีการ ลุกออกจากเตียง” เป็นองค์ประกอบสำคัญ (ข้อมูลเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น)
การปรับปรุงค่าตอบแทนทางการแพทย์ประจำปี 2026 (ในประเทศญี่ปุ่น) ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในสาขาการฟื้นฟูสมรรถภาพ

ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ได้มีการกำหนด การหักคะแนนใหม่สำหรับ “การฟื้นฟูสมรรถภาพที่ไม่มีการลุกออกจากเตียง”หากมีการให้การฟื้นฟูแบบรายบุคคลเป็นเวลา 20 นาทีขึ้นไป โดยที่ผู้ป่วยไม่มีการลุกออกจากเตียง (เช่น การยืน การนั่ง หรือการเดิน) จะถูกหักคะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนดลง 10% และกำหนดจำนวนหน่วยสูงสุดต่อวันไว้ที่ 2 หน่วย (ยกเว้นในกรณีที่แพทย์พิจารณาว่าผู้ป่วยไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ และได้บันทึกไว้ในเวชระเบียน)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ได้มีการกำหนด บทลงโทษในเชิงระบบ สำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ประกอบด้วยเพียงการออกกำลังกายโดยผู้อื่น (Passive Exercise) ขณะที่ผู้ป่วยยังคงอยู่บนเตียงเท่านั้น

ระบบจึงกำลังเปลี่ยนไปสู่รูปแบบที่ให้คุณค่าอย่างเหมาะสมต่อความพยายามในการส่งเสริมการลุกออกจากเตียงตั้งแต่ระยะต้น และการพัฒนาความสามารถในการเดินของผู้ป่วย

การเปลี่ยนแปลงของระบบนี้ เป็นอีกหนึ่งคำตอบของคำถามที่ว่า เหตุใดในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีการพยุงน้ำหนัก”

กล่าวคือ ระบบกำลังกำหนดให้ผู้ป่วยต้องลุกออกจากเตียง ดังนั้น อุปกรณ์ที่ช่วยให้สามารถพยุงผู้ป่วยให้ลุกขึ้น ยืน และเดินได้อย่างปลอดภัย จึงมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

หนึ่งในแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ คือเทคนิคที่เรียกว่า การพยุงน้ำหนัก”

________________________________________________________________________________________________________


การพยุงน้ำหนักคืออะไร
?
การพยุงน้ำหนัก หมายถึง เทคโนโลยีที่ช่วยรองรับน้ำหนักบางส่วนของร่างกาย โดยให้อุปกรณ์ช่วยรองรับน้ำหนักตัวบางส่วนของผู้ป่วย

ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม หากมีการพยุงน้ำหนัก 20 กิโลกรัม จะทำให้ขารับน้ำหนักเพียง 40 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถรับน้ำหนักตัวเองได้ สามารถฝึกยืนและเดินได้อย่างปลอดภัย

การฝึกเดินแบบพยุงน้ำหนัก ได้รับการศึกษาในระดับสากลในรูปแบบของ BWSTT (Body Weight Supported Treadmill Training) ซึ่งเป็นการฝึกเดินบนลู่วิ่ง โดยผู้ป่วยจะสวมสายพยุง (harness) และถูกพยุงจากด้านบน อย่างไรก็ตาม BWSTT มีข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่
1. ต้องใช้อุปกรณ์ขนาดใหญ่
2. พื้นที่ติดตั้งมีข้อจำกัด
3. รูปแบบการเคลื่อนไหวบนลู่วิ่งแตกต่างจากการเดินบนพื้นจริง

________________________________________________________________________________________________________

แนวคิดการออกแบบของเครื่องช่วยพยุงเดิน POPO — เดินบนพื้นจริงด้วยขาของตนเอง

POPO เป็นเครื่องช่วยพยุงเดินแบบพยุงน้ำหนักที่พัฒนาโดยบริษัท Moritoh (ตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น)

คุณลักษณะเด่นที่สุดของ POPO คือการเป็นอุปกรณ์ “แบบเดินบนพื้นจริง (floor-based)” กล่าวคือ ไม่ได้ใช้ลู่วิ่ง แต่เป็นการเดินบนพื้นจริง ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถฝึกเดินได้ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย เช่น ทางเดินในโรงพยาบาล ห้องกายภาพบำบัด หรือบริเวณข้างเตียงผู้ป่วย ซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงในโรงพยาบาล

POPO Li (REH-100 / LIV-100) — รุ่นปัจจุบัน คุณสมบัติหลักมีดังนี้:

- ใช้ระบบแขนพยุง (Suspension arm) (เป็นรายแรกของโลก และได้รับสิทธิบัตร)

- รองรับการพยุงน้ำหนัก: 0–40 กิโลกรัม (ปรับระดับได้เป็นขั้นผ่านรีโมทคอนโทรล)

- ช่วยให้ลุกยืนได้อย่างปลอดภัย และรองรับการเดินที่เป็นธรรมชาติ

- โครงสร้างกะทัดรัด เหมาะสำหรับพื้นที่แคบ

- ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (มาตรฐานกันน้ำ IPX6)

- มีปุ่มหยุดฉุกเฉิน

เครื่องช่วยพยุงเดิน POPO มีทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ REH-100 (สำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพ) และ LIV-100 (สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน) โดยรุ่น REH-100 สามารถติดตั้งราวจับด้านข้าง (side handrails) เป็นอุปกรณ์เสริมได้


งานวิจัยของ Tokuda PT และคณะ (ดำเนินการในช่วงปี 2013–2015) ซึ่งจะกล่าวถึงในภายหลังนั้น ใช้อุปกรณ์ที่เป็นแบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรด (lead-acid battery) ซึ่งเป็นรุ่นที่มีในขณะนั้น ส่วนในรุ่นปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ส่งผลให้ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาลง มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และใช้เวลาในการชาร์จสั้นลง

ระบบพยุงความปลอดภัยของ Moritoh (รวมถึง POPO และระบบพยุงเดินยึดติดกับเพดาน) ปัจจุบันถูกใช้งานอยู่ในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลมากกว่า 700 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น
________________________________________________________________________________________________________


ความแตกต่างจากระบบลู่วิ่ง
(Treadmill Type)
ต่อไปนี้เป็นการสรุปความแตกต่างระหว่าง BWSTT แบบดั้งเดิม และ POPO

BWSTT (แบบลู่วิ่ง)

  • ใช้ระบบสายพยุง (harness) แขวนจากเพดาน
  • เดินบนสายพาน (พื้นเคลื่อนที่ แต่ร่างกายอยู่กับที่)
  • อุปกรณ์มีขนาดใหญ่ และติดตั้งอยู่กับที่
  • รูปแบบการเดินขึ้นอยู่กับการทำงานของลู่วิ่ง


POPO (แบบเดินบนพื้นจริง)

  • ใช้ระบบพยุงน้ำหนักด้วยแขนพยุง (suspension arm)
  • เดินบนพื้นจริง (ร่างกายมีการเคลื่อนที่)
  • โครงสร้างกะทัดรัด และสามารถเคลื่อนย้ายได้
  • สามารถฝึกการเดินในสภาพแวดล้อมจริง
  • สามารถเปลี่ยนทิศทาง หยุด และหมุนตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ


ความแตกต่างนี้มีความสำคัญในทางคลินิก เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดของการฟื้นฟูสมรรถภาพคือการทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินได้ในสภาพแวดล้อมจริงในชีวิตประจำวัน


POPO จึงถูกออกแบบภายใต้แนวคิดที่มุ่งลดความแตกต่างระหว่าง “การฝึก” และ “การใช้งานจริง” ให้เหลือน้อยที่สุด

________________________________________________________________________________________________________

จุดเริ่มต้นของหลักฐานเชิงคลินิค— ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในผู้ป่วยทั้ง 52 ราย
กลุ่มแรกที่รายงานถึง ประโยชน์ทางคลินิกของ POPO ในรูปแบบบทความวิชาการ คือคณะวิจัยที่นำโดยนักกายภาพบำบัด คาซึฮิโระ โทคุดะ (Kazuhiro Tokuda) จากโรงพยาบาล Hanwa Memorial (ประเทศญี่ปุ่น)

ในช่วงระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่เดือนเมษายน 2013 ถึงมีนาคม 2015 ได้มีการนำ POPO มาใช้ในการฝึกยืนและฝึกเดินตั้งแต่ระยะต้นในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลันจำนวน 52 ราย (กลุ่มอาการระดับปานกลาง 37 ราย และกลุ่มอาการรุนแรง 15 ราย) และทำการศึกษาผลกระทบต่อสมรรถภาพทางกายและความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (Activities of Daily Living) (ADL: ระดับความสามารถในการช่วยเหลือตนเองในกิจกรรมพื้นฐาน เช่น การรับประทานอาหาร การเคลื่อนย้าย และการอาบน้ำ)

ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (adverse events) ในผู้ป่วยทั้ง 52 ราย แสดงให้เห็นว่าสามารถดำเนินการฝึกยืนและฝึกเดินตั้งแต่ระยะต้นได้อย่างปลอดภัย ไม่เพียงแต่ในผู้ป่วยระดับปานกลางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงด้วย

นอกจากนี้ ยังพบว่าทั้งกลุ่มอาการระดับปานกลางและระดับรุนแรงมี การพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ทั้งในคะแนนรวมของ NIHSS (National Institute of Health Stroke Scale: ดัชนีมาตรฐานสากลที่ใช้ประเมินความรุนแรงทางระบบประสาทของโรคหลอดเลือดสมองในช่วง 0–42 คะแนน โดยคะแนนยิ่งสูงแสดงถึงความรุนแรงมาก) และคะแนนรวมของ FIM (Functional Independence Measure: ดัชนีที่ใช้ประเมินความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันในช่วง 18–126 คะแนน ประกอบด้วย 13 รายการด้านการเคลื่อนไหว และ 5 รายการด้านการรับรู้ โดยคะแนนยิ่งสูงแสดงถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองที่มากขึ้น)

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมจะถูกนำเสนอในตอนถัดไป บทความตอนที่ 2

________________________________________________________________________________________________________

การใช้งาน POPO ในสถานที่ต่างๆ
ปัจจุบัน POPO ถูกนำไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้

1. โรงพยาบาลระยะเฉียบพลัน (Acute care hospitals):
ใช้สำหรับการฝึกยืนและฝึกเดินตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรค แม้ในผู้ป่วยที่มีการให้น้ำเกลือ ก็สามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัยโดยนักบำบัด 1–2 คน ด้วยการพยุงน้ำหนักบางส่วน

2. โรงพยาบาลฟื้นฟูระยะพักฟื้น (Recovery phase rehabilitation hospitals):
ใช้สำหรับการฝึกเดินแบบเข้มข้น เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการเดิน แม้ในผู้ป่วยที่มีอาการอัมพาตรุนแรง ก็สามารถฝึกได้แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยปรับระดับการพยุงน้ำหนักให้เหมาะสม

3. สถานดูแล / การดูแลที่บ้าน (Facility / Home Care):
ใช้สำหรับการฝึกเดินอย่างต่อเนื่อง เพื่อคงไว้ซึ่งความสามารถในการเดิน และช่วยป้องกันการหกล้ม

4. การฟื้นฟูการเดินโดยทั่วไป (General gait rehabilitation):
สามารถใช้กับผู้ป่วยหลากหลายกลุ่มโรค ไม่เฉพาะโรคหลอดเลือดสมองเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ป่วยไขสันหลังบาดเจ็บ โรคกระดูกและข้อ และโรคทางระบบประสาท (รายละเอียดเพิ่มเติมจะถูกพูดถึงในบทความฉบับที่ 3)
________________________________________________________________________________________________________

บทสรุป — ทำไม “การพยุงน้ำหนัก” จึงมีความสำคัญในปัจจุบัน

แม้ว่าความสำคัญของการลุกออกจากเตียงตั้งแต่ระยะต้นจะถูกเน้นย้ำมากขึ้น แต่ในปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นว่า อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการดังกล่าวอย่างปลอดภัยยังไม่ได้มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย

อาการปวดหลังของผู้ดูแลมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ขณะที่การให้ผู้ป่วยเริ่มเดินตั้งแต่ระยะต้นก็มักถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูง

เครื่องช่วยพยุงเดินแบบพยุงน้ำหนัก POPO สามารถตอบโจทย์ทั้งสองประเด็นนี้ได้พร้อมกัน กล่าวคือ ช่วยลดภาระทางร่างกายของผู้ดูแล ในขณะเดียวกันก็ทำให้สามารถดำเนินการลุกออกจากเตียงและฝึกเดินได้อย่างปลอดภัยตั้งแต่ระยะต้น

อย่างไรก็ตาม การกล่าวเพียงว่า “ปลอดภัย” หรือ “สะดวก” นั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการนำไปใช้จริงในภาคสนาม สิ่งที่จำเป็นคือ หลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence) หรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ในตอนถัดไป บทความตอนที่ 2 จะมีการรวบรวมและจัดหมวดหมู่หลักฐานเชิงคลินิกของ POPO ตามกลุ่มโรค โดยจะนำเสนอข้อมูลจากงานวิจัยจำนวน 29 ฉบับ เพื่อแสดงให้เห็นว่า POPO สามารถนำไปใช้งานอะไรได้บ้าง โดยอ้างอิงจากข้อมูลเชิงคลินิค

 

 

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Kazuhiro Tokuda, Takashi Takebayashi, Kazuya Kaise, Takashi Koyama, and Toshiaki Fujita. The use of weight-bearing support walkers in early standing and walking practice for patients with moderate and severe acute stroke. Physical Therapy, 36(1): 87-91, 2019.

_________________________________________________________________________________

เขียนบทความโดย Moritoh Co., Ltd 
แปลภาษาไทยโดย  Thai Morith Corporation Co., Ltd